เมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน สิ่งที่ทำให้เกิดความกังวลใจนอกจากความปลอดภัยของผู้ประสบเหตุแล้ว คงหนีไม่พ้นเรื่องค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายรถยนต์ โดยเฉพาะกรณีรถเสียหายหนัก จนไม่สามารถขับเคลื่อนเองได้ การเรียกรถสไลด์ จึงเป็นตัวเลือกในการเคลื่อนย้ายรถยนต์ที่เสียหาย แต่การเรียกรถสไลด์ สามารถให้ประกันช่วยจ่ายได้มั้ย?
กรณีที่ประกันช่วยจ่ายค่ารถสไลด์

ประกันชั้น 1 และ 2+
คุ้มครองค่ารถสไลด์ในกรณีที่รถเสียหายจากอุบัติเหตุ ไฟไหม้ หรือน้ำท่วม โดยมีวงเงินคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 2,000-5,000 บาทต่อครั้ง อาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ระยะทางที่รถสไลด์สามารถเคลื่อนย้ายได้ หรืออู่ซ่อมที่กำหนด
ประกันชั้น 3+
คุ้มครองค่ารถสไลด์ในกรณีที่รถเสียหายจากอุบัติเหตุที่เกิดจากคู่กรณีเท่านั้น ไม่ครอบคลุมกรณีอื่นๆ เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม หรือการเกิดอุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณี
ประกันชั้น 3
ไม่คุ้มครองค่ารถสไลด์ เนื่องจากประกันชั้น 3 เป็นประกันภัยภาคบังคับที่คุ้มครองความเสียหายต่อบุคคลภายนอกเท่านั้น ไม่ได้คุ้มครองความเสียหายของตัวรถ ดังนั้นจึงไม่คุ้มครองค่าใช้จ่ายในการเรียกรถสไลด์
ขั้นตอนการเรียกรถสไลด์และเบิกประกัน
1. แจ้งประกันภัย
ติดต่อบริษัทประกันภัยที่ทำประกันไว้ทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ แจ้งรายละเอียดเหตุการณ์และสถานที่เกิดเหตุ บริษัทประกันจะประเมินความเสียหายและส่งรถสไลด์มารับรถ
2. เตรียมเอกสาร
เตรียมเอกสารที่จำเป็น ได้แก่ ใบขับขี่ สำเนาบัตรประชาชน กรมธรรม์ประกันภัย และสำเนาบันทึกประจำวัน (กรณีคู่กรณี)
3. ตรวจสอบค่าใช้จ่าย
ตรวจสอบค่าใช้จ่ายกับบริษัทประกันภัยก่อนย้ายรถ โดยทั่วไป บริษัทประกันภัยจะจ่ายค่ารถสไลด์ให้โดยตรงกับบริษัทขนย้ายรถ
4. รักษาหลักฐาน
เก็บใบเสร็จรับเงินค่ารถสไลด์ไว้เป็นหลักฐาน เพื่อใช้ในการยื่นเบิกประกันสำหรับบริการรถสไลด์
ข้อควรระวัง

- ตรวจสอบเงื่อนไขกรมธรรม์ อ่านรายละเอียดกรมธรรม์ประกันภัยอย่างละเอียด เพื่อให้ทราบถึงวงเงินคุ้มครองและเงื่อนไขการเรียกรถสไลด์
- ติดต่อบริษัทประกันภัยทันทีหลังเกิดเหตุ เพื่อให้บริษัทประกันภัยดำเนินการจัดหารถสไลด์และประเมินค่าใช้จ่าย
- เลือกใช้บริการรถสไลด์ที่ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัยสูง เพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม
ดังนั้น การเรียกใช้บริการรถสไลด์ สามารถเบิกประกันเพื่อช่วยจ่ายได้ ในกรณีที่ทำประกันชั้น 1, 2+ และ 3+ โดยมีเงื่อนไขและวงเงินคุ้มครองตามกรมธรรม์ของบริษัทนั้นๆ รวมถึงควรแจ้งประกันภัยทันทีหลังเกิดเหตุ หลังจากนั้นให้เตรียมเอกสารที่จำเป็น และตรวจสอบค่าใช้จ่ายก่อนย้ายรถ เพื่อให้การเคลมประกันเป็นไปอย่างราบรื่น


