การขับรถบนท้องถนนทุกวันนี้ ถึงแม้เราจะขับอย่างระมัดระวังแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัยเสมอไป เพราะความเสี่ยงมีอยู่มากมาย มีทั้งเรื่องที่เราควบคุมได้และไม่ได้ จึงเป็นเหตุผลที่การมีประกันภัยรถยนต์เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเหตุการณ์ต่างๆที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว
สำหรับหลายคนที่ไม่คุ้นเคยกับการทำประกันรถยนต์ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งซื้อรถคันมาใหม่ ก็คงสงสัยกันไม่น้อยเลยว่า ประกันแต่ละแบบต่างกันยังไง แล้วควรทำประกันหรือไม่ ต้องทำทุกปีไหม หรือทำแค่บางประเภทก็พอ บทความนี้จะช่วยให้คุณรู้จักกับประกันภัยรถยนต์มากยิ่งขึ้น พร้อมช่วยแนะนำว่าประกันแบบไหนถึงเหมาะกับเราที่สุด
ประกันภัยรถยนต์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
ก่อนจะไปพูดถึงรายละเอียดของประกัน เราควรรู้ก่อนว่าประกันภัยรถยนต์มี 2 ประเภทหลัก คือ
- ประกันภัยภาคบังคับ หรือที่เรียกกันว่า พ.ร.บ.
- ประกันภัยภาคสมัครใจ ซึ่งก็คือประกันที่เราซื้อเพิ่ม เช่น ชั้น 1 ชั้น 2+ ฯลฯ
ทั้งสองอย่างนี้มีความแตกต่างกันชัดเจน ทั้งในแง่ของกฎหมายและความคุ้มครอง
ประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ. รถยนต์)
ประกันภาคบังคับ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “พ.ร.บ.” คือประกันที่รถทุกคันในประเทศไทยต้องมีตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นรถใหม่หรือรถเก่า รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ หากไม่มีพ.ร.บ.จะไม่สามารถต่อภาษีรถประจำปีได้ และถือว่าผิดกฎหมายทันที
ความคุ้มครองของ พ.ร.บ.
- คุ้มครองเฉพาะชีวิตและร่างกายของผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุรถยนต์
- ครอบคลุมทั้งคนขับ ผู้โดยสาร และบุคคลภายนอก
- ไม่คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือรถยนต์ของเรา
วงเงินคุ้มครองโดยประมาณ
- ค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นสูงสุด 30,000 บาทต่อคน
- กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสูงสุด 500,000 บาทต่อคน
- หากไม่ได้เป็นฝ่ายผิดและมีการพิสูจน์แล้ว อาจได้รับค่าชดเชยเพิ่มเติมตามกรณีไป
ประกันภัยภาคสมัครใจ (ประกันชั้นต่างๆ)
ประกันกลุ่มนี้คือสิ่งที่เจ้าของรถสามารถเลือกซื้อเพิ่มเติมเองได้ เพื่อเพิ่มความคุ้มครองจากอุบัติเหตุ ความเสียหาย หรือความเสี่ยงที่มากกว่าแค่คุ้มครองชีวิต โดยจะมีหลากหลายชั้นให้เลือกตามความเหมาะสมและงบประมาณของแต่ละคน
ประเภทของประกันภัยภาคสมัครใจ
ประกันชั้น 1
เป็นประเภทที่คุ้มครองมากที่สุด ครอบคลุมทั้งความเสียหายที่เกิดกับรถของเรา รถคู่กรณี และบุคคลภายนอก ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุที่มีคู่กรณีหรือไม่มีก็ตาม เช่น ชนเสา ชนฟุตบาท หรือรถพลิกคว่ำเองก็สามารถเคลมได้ รวมถึงคุ้มครองกรณีรถหายหรือไฟไหม้ด้วย
เหมาะสำหรับรถใหม่ รถราคาแพง รถที่ยังอยู่ในไฟแนนซ์ หรือเจ้าของรถที่ต้องการความอุ่นใจสูงสุด
ประกันชั้น 2+
ให้ความคุ้มครองใกล้เคียงกับประกันชั้น 1 แต่ไม่รวมกรณีที่เราเป็นฝ่ายผิดในอุบัติเหตุไม่มีคู่กรณี เช่น ขับชนต้นไม้หรือฟุตบาท โดยประกันชั้น 2+ จะคุ้มครองเฉพาะกรณีชนกับยานพาหนะที่มีคู่กรณี และยังครอบคลุมไฟไหม้ รถหาย
เหมาะสำหรับรถที่มีการใช้งานปกติ อายุไม่ใหม่มาก และเจ้าของต้องการความคุ้มครองที่ครอบคลุมในราคาถูกลง
ประกันชั้น 3+
คุ้มครองกรณีชนกับยานพาหนะเช่นเดียวกับชั้น 2+ แต่จะไม่ครอบคลุมรถหายหรือไฟไหม้ จุดเด่นคือราคาถูกลงมาก แต่ก็แลกมาด้วยขอบเขตที่แคบกว่า
เหมาะสำหรับรถเก่าที่เจ้าของยังอยากมีประกันคุ้มครองอุบัติเหตุพื้นฐาน
ประกันชั้น 3
คุ้มครองเฉพาะความเสียหายของคู่กรณีและบุคคลภายนอก ไม่คุ้มครองรถของเราเลย ไม่ว่าเราจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิดก็ตาม ไม่มีคุ้มครองกรณีรถหายหรือไฟไหม้ด้วย
เหมาะสำหรับรถอายุเยอะมาก รถที่ใช้ในพื้นที่จำกัด หรือรถที่ไม่ได้ออกถนนใหญ่บ่อยๆ
ตารางการเปรียบเทียบประกันภัยแต่ละแบบ
| ประเภทประกัน | รถเราเสียหาย | รถคู่กรณีเสียหาย | รถหาย/ไฟไหม้ | อุบัติเหตุไม่มีคู่กรณี |
| ชั้น 1 | ✅ | ✅ | ✅ | ✅ |
| ชั้น 2+ | ✅ (ต้องมีคู่กรณี) | ✅ | ✅ | ❌ |
| ชั้น 3+ | ✅ (ต้องมีคู่กรณี) | ✅ | ❌ | ❌ |
| ชั้น 3 | ❌ | ✅ | ❌ | ❌ |
แล้วเราควรทำประกันรถยนต์แบบไหนละ?
คำตอบของคำถามนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน ปกติแล้วจะพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ จากสภาพรถ และลักษณะการใช้งานรถของเรา เช่น
- อายุและสภาพรถ
- การใช้งานถี่แค่ไหน
- ความเสี่ยงที่ต้องเจอในแต่ละวัน
- ความสามารถในการจ่ายเบี้ยประกัน
- ความสะดวกในการรับมือถ้ามีอุบัติเหตุ
แนะนำว่าถ้าใช้รถบ่อยๆ วิ่งระยะไกลเป็นประจำ หรืออยู่ในเขตเมือง รถมีมูลค่าสูง หรือยังผ่อนไม่หมด การมีประกันภัยดีๆ จะช่วยให้เราใช้รถได้อย่างสบายใจขึ้น กรณีที่เกิดอุบัติเหตุก็ไม่ต้องกังวลกับค่าซ่อมแซมมากนัก เพราะมีประกันภัยช่วยดูแล โดยเฉพาะหากรถมีมูลค่าสูงมากๆ เลือกทำประกันชั้นหนึ่งไปเลยจะดีที่สุด
อุบัติเหตุไม่คาดฝัน ประกันช่วยเราได้ยังไง
สำหรับคนที่มีประกันชั้น 1 หากบังเอิญเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา เพียงแค่โทรหาประกัน แล้วก็รอเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยจัดการพูดคุยกับคู่กรณี เสนอการซ่อม แล้วประกันจะช่วยจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งหมดจบโดยที่เจ้าของรถไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเลย ทำให้การจัดการปัญหาเป็นเรื่องง่าย สะดวกสบาย ไม่ต้องเสียเงินหรือเวลาไปมากกว่าที่ควรจะเป็น
ถึงจะมีข้อดีแบบนี้ แต่ก็ไม่ใช่รถทุกคันที่จะมีประกันนะ ขอยกตัวอย่างอุบัติเหตุเคสหนึ่ง เจ้าของรถขับรถเก่ามาก ไม่ได้ทำประกันอะไรเลย เมื่อเกิดเหตุชนท้ายรถหรูขึ้นมา ต้องจ่ายค่าเสียหายจำนวนเงินเกือบครึ่งล้าน ซึ่งถือว่าเป็นเงินเยอะมากๆ ถ้าเจ้าของรถไม่มีเงินจ่ายก็ต้องผ่อนชดใช้ คิดเป็นเงินเดือนละหลายพันติดต่อกันเกือบสามปี และในบางกรณีก็มีคนที่โดนฟ้อง เพราะไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายจากอุบัติเหตุ ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้เลี่ยงได้ เพียงแค่ซื้อประกันรถไว้บ้างก็อุ่นใจแล้ว
ประกันรถคือความสบายใจที่ซื้อได้
สุดท้ายแล้ว ประกันรถไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายหรือความคุ้มครองเท่านั้น แต่มันคือการซื้อความสบายใจ และความมั่นใจให้กับตัวเองและคนในครอบครัว หากวันนี้รถที่คุณขับอยู่ยังไม่มีประกันอะไรใดๆ ลองคิดทบทวนใหม่อีกครั้งนะ เพราะซื้อประกันก็เหมือนซื้อความสบายใจ แค่มีประกันรถดีๆ ก็ช่วยให้คุณพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันบนท้องถนนได้เป็นอย่างดี
Sumo รถสไลด์ ช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม.
📞 โทร: 092 996 8888
💬 LINE: @sumo.th
🌐 https://www.sumoroadside.co.th

