รถยนต์ที่เราใช้งานทุกวันย่อมมีสัญญาณเตือนเมื่อบางอย่างเริ่มผิดปกติ และหนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดก็คือ “เสียงจากเครื่องยนต์” เสียงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน หรือเสียงที่เปลี่ยนไปจากเดิม อาจเป็นการเตือนว่าบางส่วนของรถกำลังมีปัญหา หากเพิกเฉย หรือปล่อยไว้โดยไม่ตรวจเช็ก อาจลุกลามจนเสียหายรุนแรง ส่งผลถึงความปลอดภัยในการขับขี่

1. เสียง “ก๊อก-ก๊อก” ตามจังหวะรอบเครื่องยนต์
ลักษณะเสียง
เสียงจะดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอคล้ายเสียงเคาะ เหมือนมีโลหะกระแทกกันเบา ๆ และจะดังแรงขึ้นเมื่อรอบเครื่องยนต์สูงขึ้น
สาเหตุ
เสียงนี้มักเกิดจาก ลูกสูบสึกหรือท่านสูบหลวม ซึ่งหมายความว่าส่วนประกอบภายในเครื่องยนต์เริ่มหลวมตัวจนเกิดช่องว่าง ลูกสูบที่เคลื่อนที่ภายในกระบอกสูบจึงเกิดการกระแทก ทำให้มีเสียง “ก๊อก-ก๊อก” ดังขึ้น
ระดับความเสี่ยง – สูง
- ถ้าปล่อยไว้นานโดยไม่แก้ไข จะทำให้ลูกสูบและกระบอกสูบเสียหายหนัก
- อาจนำไปสู่การ “ยกเครื่อง” หรือเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก
วิธีรับมือ
หากได้ยินเสียงนี้ ควรรีบนำรถเข้าศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมเครื่องยนต์ที่ไว้ใจได้เพื่อตรวจสอบทันที

2. เสียง “กึก-กัก” จากใต้ท้องรถ
ลักษณะเสียง
เสียงจะดังจากบริเวณใต้ท้องรถ คล้ายมีอะไรหลวม ๆ กระแทกกัน อาจได้ยินชัดตอนรถเคลื่อนตัวหรือเปลี่ยนเกียร์
สาเหตุ
มักเกิดจาก ข้อต่อเพลาขับหลวม หรือเริ่มเสื่อมสภาพ ข้อต่อเพลาขับเป็นส่วนที่ช่วยส่งแรงหมุนจากเครื่องยนต์ไปยังล้อ หากหลวมหรือสึก จะทำให้การขับเคลื่อนผิดปกติ และเกิดเสียงผิดสังเกต
ระดับความเสี่ยง – สูง
- ถ้าข้อต่อขาดหรือหลุดขณะรถวิ่ง อาจทำให้รถหยุดกระทันหัน หรือเสียการควบคุม
- มีความเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต
วิธีรับมือ
อย่ารอให้เสียงหายไปเอง ควรรีบนำรถเข้าตรวจสอบ และเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เสียหายทันที

3. เสียง “กร๊อบแกร๊บ” ขณะเร่งเครื่อง
ลักษณะเสียง
เสียงจะดังคล้ายโลหะเสียดสีกันหรือมีอะไรหลุดใต้ฝากระโปรงหน้า มักเกิดตอนเร่งเครื่องโดยเฉพาะช่วงออกตัว หรือเปลี่ยนรอบเร็ว ๆ
สาเหตุ
อาจเกิดจาก เกียร์หรือกลไกในระบบส่งกำลังมีปัญหา เช่น เฟืองหลวม ชิ้นส่วนเสื่อมสภาพ หรือบางครั้งอาจเกิดจากวัสดุภายนอกหลุดเข้าไปติด เช่น หินหรือเศษโลหะเล็ก ๆ
ระดับความเสี่ยง – ปานกลาง
- แม้ไม่อันตรายทันที แต่หากปล่อยไว้อาจทำให้ระบบส่งกำลังเสียหายรุนแรง
- เสี่ยงทำให้เกียร์พัง หรือต้องเปลี่ยนระบบคลัตช์
วิธีรับมือ
แนะนำให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบทันที เพื่อป้องกันความเสียหายลุกลาม

4. เสียง “หวีดสูง” เวลาสตาร์ทรถ
ลักษณะเสียง
ได้ยินเสียง “วี๊ด” แหลม ๆ ดังขึ้นทันทีเมื่อสตาร์ทรถ หรือในช่วงเร่งเครื่อง
สาเหตุ
มักเกิดจาก สายพานหน้าเครื่องหย่อนหรือสึกหรอ สายพานนี้เป็นตัวส่งแรงจากเครื่องยนต์ไปยังอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ไดชาร์จ พัดลม ปั๊มน้ำ เป็นต้น
ระดับความเสี่ยง – ปานกลาง
- ถ้าสายพานขาดระหว่างขับรถ เครื่องยนต์จะไม่สามารถส่งกำลังไปยังระบบสำคัญต่าง ๆ ได้ เช่น ระบบระบายความร้อนหรือระบบชาร์จไฟ
- อาจทำให้รถดับกลางทาง หรือโอเวอร์ฮีท
วิธีรับมือ
ถ้าสงสัยว่าเสียงหวีดเกิดจากสายพาน ควรเปลี่ยนทันที เพราะค่าซ่อมไม่แพง แต่ความเสียหายที่ตามมาอาจเกิดความเสียหายมากกว่าแค่สายพาน
ทำไมเราจึงควรใส่ใจ “เสียงจากเครื่องยนต์”?
- เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า ที่ช่วยให้เรารู้ว่ามีชิ้นส่วนใดเริ่มเสื่อมสภาพ
- ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ถ้าแก้ไขตั้งแต่เนิ่น ๆ จะเสียเงินน้อยกว่าปล่อยให้เสียหายรุนแรง
- เพิ่มความปลอดภัย ต่อชีวิตและทรัพย์สิน เพราะบางปัญหาอาจทำให้รถเสียหลักหรือดับกลางถนน
- ยืดอายุการใช้งานของรถยนต์ เครื่องยนต์ที่ดูแลดีจะใช้งานได้ยาวนานและมีประสิทธิภาพมากกว่า

เคล็ดลับเพิ่มเติมในการดูแลเครื่องยนต์
- หมั่นฟังเสียงขณะขับรถ หากได้ยินเสียงแปลกหรือไม่เคยได้ยินมาก่อน อย่าชะล่าใจ
- ตรวจเช็กสภาพรถทุก 10,000 กิโลเมตร หรือก่อนเดินทางไกล
- เลือกใช้อะไหล่แท้จากศูนย์บริการที่เชื่อถือได้
- ไม่เร่งเครื่องแรงโดยไม่จำเป็น เพราะแรงดันสูงในระบบอาจทำให้ส่วนประกอบเสียหายเร็วขึ้น
- บำรุงรักษาตามคู่มือประจำรถ เช่น เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง หัวเทียน และกรองต่าง ๆ ตามระยะที่กำหนด
เสียงจากเครื่องยนต์คือสัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย ทั้งเสียง “ก๊อก-ก๊อก” “กึก-กัก” “กร๊อบแกร๊บ” หรือเสียง “หวีดสูง” ล้วนบ่งบอกถึงปัญหาที่อาจส่งผลกระทบร้ายแรงหากปล่อยทิ้งไว้ เจ้าของรถทุกคนควรหมั่นสังเกต ตรวจสอบ และบำรุงรักษารถเป็นประจำ
เพราะ “แค่เสียงเล็ก ๆ” อาจนำไปสู่ “ค่าใช้จ่ายใหญ่ ๆ” ได้ในภายหลัง ถ้าไม่อยากจ่ายแพง หรือเสี่ยงอุบัติเหตุจากความเสียหายเพียงเล็กน้อย อย่าลืมให้ความสำคัญกับเสียงทุกเสียงที่รถคุณกำลังส่งสัญญาณเตือน

