สายด่วนเรียกรถสไลด์ 24 ชั่วโมง เรียกรถสไลด์ 24 ชั่วโมง
โทรเรียกรถสไลด์ 24 ชั่วโมง 092-996-8888 ฝ่ายบริการลูกค้า 24 ชั่วโมง

รถชนแล้วขับต่อได้ไหม เช็ก 8 อาการที่ควรจอดรถและเรียกรถสไลด์ทันทีแม้ภายนอกจะดูเสียหายเล็กน้อย

หลังเกิดอุบัติเหตุไม่รุนแรง หลายคนอาจเห็นว่ารถมีเพียงรอยบุบหรือรอยถลอกเล็กน้อย จึงคิดว่ายังสามารถขับต่อไปยังอู่หรือกลับบ้านได้

แต่จริงๆแล้ว แรงกระแทกอาจทำให้ล้อ ช่วงล่าง ระบบบังคับเลี้ยว ระบบเบรก หรือชิ้นส่วนใต้ท้องรถเสียหาย แม้ภายนอกจะยังดูไม่รุนแรง การตัดสินใจจากรอยบนตัวถังเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

ก่อนขับต่อควรตรวจรอบรถ สังเกตไฟเตือน และทดลองการตอบสนองของรถอย่างระมัดระวัง หากพบความผิดปกติข้อใดข้อหนึ่ง ควรหยุดใช้รถและเรียกรถสไลด์แทนการฝืนขับต่อ

หลังรถชนควรทำอะไรก่อนตรวจสภาพรถ

หลังเกิดเหตุควรตั้งสติ เปิดไฟฉุกเฉิน และตรวจสอบผู้ขับขี่กับผู้โดยสารก่อน หากมีผู้บาดเจ็บ มีควัน มีไฟไหม้ หรือมีกลิ่นน้ำมันเชื้อเพลิง ควรออกห่างจากรถและติดต่อหน่วยฉุกเฉินทันที

หากไม่มีผู้บาดเจ็บและบริเวณรอบรถปลอดภัย จึงค่อยตรวจสภาพรถจากภายนอก โดยไม่มุดใต้ท้องรถหรือสัมผัสชิ้นส่วนที่ร้อน

จุดที่ควรตรวจเบื้องต้น ได้แก่

  • พื้นใต้รถมีของเหลวไหลหรือไม่
  • ล้อและยางอยู่ในแนวปกติหรือไม่
  • กันชนและชิ้นส่วนตัวถังยังยึดแน่นหรือไม่
  • มีไฟเตือนขึ้นบนหน้าปัดหรือไม่
  • มีเสียง กลิ่น หรือควันผิดปกติหรือไม่

แนวทางตรวจความพร้อมของรถให้ความสำคัญกับยาง ล้อ เบรก พวงมาลัย ไฟเตือน ของเหลว และชิ้นส่วนตัวถังที่อาจหลวมหรือเสียหาย เพราะจุดเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในการขับขี่

อย่ารีบทดลองขับทันที

หากยังมีรถคันอื่นอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ หรือรถอยู่บนถนนที่มีการจราจรเร็ว ไม่ควรเดินตรวจรถในฝั่งที่ติดกับช่องทางจราจร ควรรอในจุดปลอดภัยและแจ้งตำแหน่งให้เจ้าหน้าที่หรือทีมช่วยเหลือทราบ

เคลื่อนรถเท่าที่จำเป็น

หากการจอดอยู่ที่เดิมมีความเสี่ยง และรถยังสามารถควบคุมได้ตามปกติ อาจเคลื่อนรถเพียงระยะสั้นเพื่อออกจากช่องทางจราจร แต่ไม่ควรใช้โอกาสนี้ทดลองขับไปยังอู่ที่อยู่ไกล

8 อาการที่ควรหยุดรถและเรียกรถสไลด์ทันที

1 มีของเหลวรั่วหรือได้กลิ่นน้ำมันเชื้อเพลิง

หลังรถชนควรมองดูพื้นใต้รถว่ามีของเหลวไหล หยด หรือเกิดเป็นแอ่งหรือไม่ ของเหลวที่รั่วอาจมาจากระบบหล่อเย็น ระบบเบรก ระบบพวงมาลัย เครื่องยนต์ หรือระบบส่งกำลัง

หากมีกลิ่นน้ำมันเชื้อเพลิงชัดเจน ไม่ควรสตาร์ตเครื่องหรือขับรถต่อ เพราะอาจมีความเสี่ยงจากการรั่วใกล้ชิ้นส่วนที่มีความร้อน

แม้จะยังแยกไม่ได้ว่าของเหลวที่เห็นคืออะไร ควรหยุดใช้รถไว้ก่อน แนวทางของ NHTSA แนะนำให้นำรถเข้ารับบริการเมื่อพบสัญญาณของการรั่ว และการตรวจสภาพรถควรรวมถึงระดับน้ำมันเบรก น้ำหล่อเย็น น้ำมันเครื่อง และน้ำมันพวงมาลัยในรถที่ใช้ระบบไฮดรอลิก

2 ล้อเอียง ยางเสียหาย หรือล้อสัมผัสตัวถัง

ควรตรวจดูล้อทั้งสี่ด้านจากระยะที่ปลอดภัย หากล้อใดล้อหนึ่งเอียงผิดปกติ ถอยเข้าไปในซุ้มล้อ ยื่นออกมามากกว่าปกติ หรือมีชิ้นส่วนตัวถังเบียดกับยาง ไม่ควรขับต่อ

อาการที่ต้องระวัง ได้แก่

  • ยางแบน แตก บวม หรือมีรอยฉีก
  • ล้อเอียงหรืออยู่ไม่ตรงแนว
  • ซุ้มล้อหรือกันชนกดทับยาง
  • ล้อหมุนติดหรือมีเสียงครูด
  • นอตล้อหรือฝาครอบล้อหลุด

ความเสียหายของล้อและยางอาจทำให้รถเสียการทรงตัวหรือยางเสียหายเพิ่มขณะขับ แนวทางตรวจสภาพรถจึงระบุให้ตรวจยาง ความเสียหายของล้อ และการยึดแน่นของชิ้นส่วนก่อนนำรถกลับมาใช้งาน

3 พวงมาลัยเอียง หมุนติด หรือรถดึงไปด้านใดด้านหนึ่ง

หลังการชน หากพวงมาลัยไม่อยู่ในตำแหน่งเดิม หมุนแล้วติดขัด ต้องออกแรงมากขึ้น หรือรถดึงไปทางซ้ายหรือขวา อาจเกี่ยวข้องกับระบบบังคับเลี้ยว ล้อ ช่วงล่าง หรือจุดยึดที่ได้รับแรงกระแทก

ไม่ควรฝืนจับพวงมาลัยต้านแล้วขับไปอู่ เพราะรถอาจเปลี่ยนทิศทางได้ยากเมื่อต้องหลบสิ่งกีดขวางหรือเข้าโค้ง

ระบบพวงมาลัยที่ปลอดภัยควรหมุนได้ตามปกติ ไม่มีระยะฟรีมากเกินไป และไม่ติดขัด หากพบอาการเหล่านี้ควรหยุดใช้รถจนกว่าจะได้รับการตรวจสอบ

4 แป้นเบรกหรือการหยุดรถไม่เหมือนเดิม

แรงกระแทกอาจส่งผลต่อสายเบรก ท่อเบรก ล้อ หรือชิ้นส่วนของระบบเบรก หากลองเหยียบเบรกขณะรถหยุดนิ่งแล้วพบว่าแป้นเบรกจม แข็ง นิ่มผิดปกติ หรือมีไฟเตือนระบบเบรกขึ้น ไม่ควรขับต่อ

หากรถยังเคลื่อนที่อยู่และพบว่ารถปัดไปด้านใดด้านหนึ่ง ระยะเบรกยาวขึ้น หรือมีเสียงโลหะขณะเบรก ให้ประคองรถเข้าจุดปลอดภัยและหยุดใช้งานทันที

แนวทางตรวจสภาพรถระบุให้ตรวจความเสียหายและการรั่วของสายเบรก รวมถึงตรวจไฟเตือนระบบเบรก เพราะความผิดปกติเหล่านี้อาจกระทบต่อความสามารถในการหยุดรถ

5 รถสั่น มีเสียงครูด หรือมีเสียงดังจากใต้ท้องรถ

หากหลังชนแล้วรถสั่นผิดปกติ แม้ขับด้วยความเร็วต่ำ หรือมีเสียงครูด เสียงกระแทก เสียงโลหะลากพื้น และเสียงดังตามจังหวะล้อหมุน ควรหยุดรถทันที

สาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับล้อ ยาง เพลาขับ ช่วงล่าง ท่อไอเสีย แผ่นปิดใต้ท้องรถ หรือชิ้นส่วนที่หลุดจากตำแหน่งเดิม

ไม่ควรเร่งความเร็วเพื่อทดสอบว่าเสียงจะหายหรือไม่ เพราะชิ้นส่วนที่หลวมอาจหลุดออกหรือสร้างความเสียหายเพิ่มขึ้น แนวทางด้านความพร้อมใช้งานของรถระบุว่าอาการสั่น ไฟเตือน และอาการผิดปกติระหว่างขับควรได้รับการตรวจ และหากพบข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยไม่ควรนำรถกลับไปใช้บนถนน

6 กันชน ฝากระโปรง หรือชิ้นส่วนตัวถังหลวม

แม้ความเสียหายจะดูเป็นเพียงกันชนแตกหรือบังโคลนบุบ แต่หากชิ้นส่วนโยก ห้อย ลากพื้น หรือเสี่ยงหลุดออกมา ไม่ควรขับต่อ

ชิ้นส่วนที่ควรระวัง ได้แก่ กันชน ฝากระโปรง ประตู บังโคลน โคมไฟ แผ่นปิดใต้ท้องรถ และชิ้นส่วนบริเวณซุ้มล้อ

หากฝากระโปรงปิดไม่สนิท อาจเปิดขึ้นมาบังทัศนวิสัยระหว่างขับ ส่วนชิ้นส่วนที่ห้อยอยู่ใกล้ล้ออาจเข้าไปขัดการหมุนของล้อได้ แนวทางตรวจสภาพรถกำหนดให้ชิ้นส่วนตัวถังและแผงต่าง ๆ ต้องยึดแน่น ไม่เสี่ยงหลุด และไม่มีขอบแหลมที่เป็นอันตราย

7 มีไฟเตือน ควัน กลิ่นไหม้ หรือเครื่องยนต์ทำงานผิดปกติ

หลังเกิดการชน ควรตรวจดูหน้าปัดก่อนเคลื่อนรถ หากมีไฟเตือนระบบเบรก ระบบพวงมาลัย เครื่องยนต์ อุณหภูมิ ถุงลมนิรภัย หรือระบบไฟฟ้าขึ้นพร้อมกัน ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงไฟเตือนชั่วคราว

ควรหยุดรถทันทีเมื่อพบอาการต่อไปนี้

  • เครื่องยนต์สั่นหรือดับ
  • เร่งเครื่องไม่ขึ้น
  • มีควันออกจากห้องเครื่อง
  • มีกลิ่นไหม้หรือกลิ่นสายไฟ
  • อุณหภูมิเครื่องยนต์สูงผิดปกติ
  • ไฟเตือนสีแดงยังไม่ดับ

ไฟเตือนและอาการผิดปกติหลังเกิดแรงกระแทกควรได้รับการตรวจสอบก่อนใช้รถต่อ โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกับเสียง การสั่น หรือของเหลวรั่ว

8 ตัวรถเอียง ประตูปิดไม่ได้ หรือระบบนิรภัยทำงาน

หากรถเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ความสูงของตัวรถสองข้างไม่เท่ากัน ประตูปิดไม่สนิท หรือช่องว่างระหว่างชิ้นส่วนตัวถังเปลี่ยนไป อาจมีจุดยึดหรือโครงสร้างบางส่วนได้รับความเสียหาย

ในกรณีที่ถุงลมนิรภัยทำงาน เข็มขัดนิรภัยล็อกหรือชำรุด หรือเบาะกับประตูเคลื่อนจากตำแหน่งเดิม ควรเรียกรถสไลด์และนำรถเข้าตรวจอย่างละเอียด ไม่ควรใช้รถต่อเพียงเพราะเครื่องยนต์ยังสตาร์ตติด

แนวทางตรวจสภาพรถให้ความสำคัญกับความมั่นคงของตัวถัง ประตู แผงตัวรถ และเข็มขัดนิรภัย หากชิ้นส่วนเหล่านี้เสียหายหรือยึดไม่แน่น รถไม่ควรถูกนำกลับมาใช้งานจนกว่าจะได้รับการตรวจและซ่อม

รถชนแบบไหนที่อาจพอเคลื่อนรถได้

รถอาจพอเคลื่อนออกจากจุดเกิดเหตุเป็นระยะสั้นได้ เมื่อไม่มีผู้บาดเจ็บ ไม่มีของเหลวรั่ว ยางและล้ออยู่ในแนวปกติ ระบบพวงมาลัยกับเบรกตอบสนองเหมือนเดิม ไม่มีไฟเตือน และไม่มีชิ้นส่วนหลวม

อย่างไรก็ตาม การตรวจด้วยสายตาไม่สามารถยืนยันได้ว่าช่วงล่าง จุดยึด เซนเซอร์ หรือชิ้นส่วนภายในไม่มีความเสียหาย หากมีข้อสงสัยแม้เพียงเล็กน้อย ควรเลือกเรียกรถสไลด์แทนการขับไปตรวจเอง

หลังเคลื่อนรถควรทำอย่างไร

เมื่อรถอยู่ในจุดปลอดภัยแล้ว ควรถ่ายภาพความเสียหายรอบคัน ตำแหน่งล้อ พื้นใต้รถ และไฟเตือนบนหน้าปัด จากนั้นแจ้งอาการให้บริษัทประกัน อู่ ศูนย์บริการ หรือทีมรถสไลด์ทราบ

ไม่ควรทดลองขับด้วยความเร็วสูง หักพวงมาลัยแรง หรือเบรกกะทันหันเพื่อทดสอบรถ เพราะอาจทำให้ความเสียหายที่มีอยู่รุนแรงขึ้น

ภายนอกเสียหายน้อยไม่ได้หมายความว่ารถพร้อมขับต่อ

หลังรถชน การตัดสินใจว่าจะขับต่อได้หรือไม่ ไม่ควรดูเฉพาะรอยบุบ รอยถลอก หรือความเสียหายของกันชน แต่ต้องตรวจล้อ ยาง พวงมาลัย เบรก ของเหลว ไฟเตือน เสียงผิดปกติ และชิ้นส่วนที่อาจหลวมด้วย

หากพบของเหลวรั่ว ล้อเอียง รถดึง เบรกผิดปกติ ตัวรถสั่น มีควัน ไฟเตือน หรือชิ้นส่วนตัวถังไม่แน่น ควรหยุดใช้รถและเรียกรถสไลด์ทันที

การเคลื่อนย้ายรถด้วยรถสไลด์ช่วยลดความเสี่ยงจากการขับรถที่อาจมีระบบสำคัญเสียหาย และช่วยป้องกันไม่ให้ความเสียหายเพิ่มขึ้นระหว่างทาง โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุตอนกลางคืน ฝนตก อยู่บนทางด่วน หรือผู้ขับขี่ไม่สามารถประเมินสภาพรถได้อย่างมั่นใจ

📘 Facebook: fb.com/sumo.roadside
📞 โทร: 092 996 8888
💬 LINE: @sumo.th
🌐เว็บไซต์: https://www.sumoroadside.co.th