สายด่วนเรียกรถสไลด์ 24 ชั่วโมง เรียกรถสไลด์ 24 ชั่วโมง
โทรเรียกรถสไลด์ 24 ชั่วโมง 092-996-8888 ฝ่ายบริการลูกค้า 24 ชั่วโมง
car-insurance-types

ประกันภัยสำหรับรถยนต์มีทั้งหมดกี่ประเภท และควรทำประกันหรือไม่

การขับรถบนท้องถนนทุกวันนี้ ถึงแม้เราจะขับอย่างระมัดระวังแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัยเสมอไป เพราะความเสี่ยงมีอยู่มากมาย มีทั้งเรื่องที่เราควบคุมได้และไม่ได้ จึงเป็นเหตุผลที่การมีประกันภัยรถยนต์เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเหตุการณ์ต่างๆที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว

สำหรับหลายคนที่ไม่คุ้นเคยกับการทำประกันรถยนต์ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งซื้อรถคันมาใหม่ ก็คงสงสัยกันไม่น้อยเลยว่า ประกันแต่ละแบบต่างกันยังไง แล้วควรทำประกันหรือไม่ ต้องทำทุกปีไหม หรือทำแค่บางประเภทก็พอ บทความนี้จะช่วยให้คุณรู้จักกับประกันภัยรถยนต์มากยิ่งขึ้น พร้อมช่วยแนะนำว่าประกันแบบไหนถึงเหมาะกับเราที่สุด

ประกันภัยรถยนต์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

ก่อนจะไปพูดถึงรายละเอียดของประกัน เราควรรู้ก่อนว่าประกันภัยรถยนต์มี 2 ประเภทหลัก คือ

  1. ประกันภัยภาคบังคับ หรือที่เรียกกันว่า พ.ร.บ.
  2. ประกันภัยภาคสมัครใจ ซึ่งก็คือประกันที่เราซื้อเพิ่ม เช่น ชั้น 1 ชั้น 2+ ฯลฯ

ทั้งสองอย่างนี้มีความแตกต่างกันชัดเจน ทั้งในแง่ของกฎหมายและความคุ้มครอง

ประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ. รถยนต์)

ประกันภาคบังคับ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “พ.ร.บ.” คือประกันที่รถทุกคันในประเทศไทยต้องมีตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นรถใหม่หรือรถเก่า รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ หากไม่มีพ.ร.บ.จะไม่สามารถต่อภาษีรถประจำปีได้ และถือว่าผิดกฎหมายทันที

ความคุ้มครองของ พ.ร.บ.

  • คุ้มครองเฉพาะชีวิตและร่างกายของผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุรถยนต์
  • ครอบคลุมทั้งคนขับ ผู้โดยสาร และบุคคลภายนอก
  • ไม่คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือรถยนต์ของเรา

วงเงินคุ้มครองโดยประมาณ

  • ค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นสูงสุด 30,000 บาทต่อคน
  • กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสูงสุด 500,000 บาทต่อคน
  • หากไม่ได้เป็นฝ่ายผิดและมีการพิสูจน์แล้ว อาจได้รับค่าชดเชยเพิ่มเติมตามกรณีไป

ประกันภัยภาคสมัครใจ (ประกันชั้นต่างๆ)

ประกันกลุ่มนี้คือสิ่งที่เจ้าของรถสามารถเลือกซื้อเพิ่มเติมเองได้ เพื่อเพิ่มความคุ้มครองจากอุบัติเหตุ ความเสียหาย หรือความเสี่ยงที่มากกว่าแค่คุ้มครองชีวิต โดยจะมีหลากหลายชั้นให้เลือกตามความเหมาะสมและงบประมาณของแต่ละคน

ประเภทของประกันภัยภาคสมัครใจ

ประกันชั้น 1

เป็นประเภทที่คุ้มครองมากที่สุด ครอบคลุมทั้งความเสียหายที่เกิดกับรถของเรา รถคู่กรณี และบุคคลภายนอก ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุที่มีคู่กรณีหรือไม่มีก็ตาม เช่น ชนเสา ชนฟุตบาท หรือรถพลิกคว่ำเองก็สามารถเคลมได้ รวมถึงคุ้มครองกรณีรถหายหรือไฟไหม้ด้วย

เหมาะสำหรับรถใหม่ รถราคาแพง รถที่ยังอยู่ในไฟแนนซ์ หรือเจ้าของรถที่ต้องการความอุ่นใจสูงสุด

ประกันชั้น 2+

ให้ความคุ้มครองใกล้เคียงกับประกันชั้น 1 แต่ไม่รวมกรณีที่เราเป็นฝ่ายผิดในอุบัติเหตุไม่มีคู่กรณี เช่น ขับชนต้นไม้หรือฟุตบาท โดยประกันชั้น 2+ จะคุ้มครองเฉพาะกรณีชนกับยานพาหนะที่มีคู่กรณี และยังครอบคลุมไฟไหม้ รถหาย

เหมาะสำหรับรถที่มีการใช้งานปกติ อายุไม่ใหม่มาก และเจ้าของต้องการความคุ้มครองที่ครอบคลุมในราคาถูกลง

ประกันชั้น 3+

คุ้มครองกรณีชนกับยานพาหนะเช่นเดียวกับชั้น 2+ แต่จะไม่ครอบคลุมรถหายหรือไฟไหม้ จุดเด่นคือราคาถูกลงมาก แต่ก็แลกมาด้วยขอบเขตที่แคบกว่า

เหมาะสำหรับรถเก่าที่เจ้าของยังอยากมีประกันคุ้มครองอุบัติเหตุพื้นฐาน

ประกันชั้น 3

คุ้มครองเฉพาะความเสียหายของคู่กรณีและบุคคลภายนอก ไม่คุ้มครองรถของเราเลย ไม่ว่าเราจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิดก็ตาม ไม่มีคุ้มครองกรณีรถหายหรือไฟไหม้ด้วย

เหมาะสำหรับรถอายุเยอะมาก รถที่ใช้ในพื้นที่จำกัด หรือรถที่ไม่ได้ออกถนนใหญ่บ่อยๆ

ตารางการเปรียบเทียบประกันภัยแต่ละแบบ

ประเภทประกันรถเราเสียหายรถคู่กรณีเสียหายรถหาย/ไฟไหม้อุบัติเหตุไม่มีคู่กรณี
ชั้น 1✅✅✅✅
ชั้น 2+✅ (ต้องมีคู่กรณี)✅✅❌
ชั้น 3+✅ (ต้องมีคู่กรณี)✅❌❌
ชั้น 3❌✅❌❌

แล้วเราควรทำประกันรถยนต์แบบไหนละ?

คำตอบของคำถามนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน ปกติแล้วจะพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ จากสภาพรถ และลักษณะการใช้งานรถของเรา เช่น

  • อายุและสภาพรถ
  • การใช้งานถี่แค่ไหน
  • ความเสี่ยงที่ต้องเจอในแต่ละวัน
  • ความสามารถในการจ่ายเบี้ยประกัน
  • ความสะดวกในการรับมือถ้ามีอุบัติเหตุ

แนะนำว่าถ้าใช้รถบ่อยๆ วิ่งระยะไกลเป็นประจำ หรืออยู่ในเขตเมือง รถมีมูลค่าสูง หรือยังผ่อนไม่หมด การมีประกันภัยดีๆ จะช่วยให้เราใช้รถได้อย่างสบายใจขึ้น กรณีที่เกิดอุบัติเหตุก็ไม่ต้องกังวลกับค่าซ่อมแซมมากนัก เพราะมีประกันภัยช่วยดูแล โดยเฉพาะหากรถมีมูลค่าสูงมากๆ เลือกทำประกันชั้นหนึ่งไปเลยจะดีที่สุด

อุบัติเหตุไม่คาดฝัน ประกันช่วยเราได้ยังไง

สำหรับคนที่มีประกันชั้น 1 หากบังเอิญเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา เพียงแค่โทรหาประกัน แล้วก็รอเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยจัดการพูดคุยกับคู่กรณี เสนอการซ่อม แล้วประกันจะช่วยจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งหมดจบโดยที่เจ้าของรถไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเลย ทำให้การจัดการปัญหาเป็นเรื่องง่าย สะดวกสบาย ไม่ต้องเสียเงินหรือเวลาไปมากกว่าที่ควรจะเป็น

ถึงจะมีข้อดีแบบนี้ แต่ก็ไม่ใช่รถทุกคันที่จะมีประกันนะ ขอยกตัวอย่างอุบัติเหตุเคสหนึ่ง เจ้าของรถขับรถเก่ามาก ไม่ได้ทำประกันอะไรเลย เมื่อเกิดเหตุชนท้ายรถหรูขึ้นมา ต้องจ่ายค่าเสียหายจำนวนเงินเกือบครึ่งล้าน ซึ่งถือว่าเป็นเงินเยอะมากๆ ถ้าเจ้าของรถไม่มีเงินจ่ายก็ต้องผ่อนชดใช้ คิดเป็นเงินเดือนละหลายพันติดต่อกันเกือบสามปี และในบางกรณีก็มีคนที่โดนฟ้อง เพราะไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายจากอุบัติเหตุ ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้เลี่ยงได้ เพียงแค่ซื้อประกันรถไว้บ้างก็อุ่นใจแล้ว

ประกันรถคือความสบายใจที่ซื้อได้

สุดท้ายแล้ว ประกันรถไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายหรือความคุ้มครองเท่านั้น แต่มันคือการซื้อความสบายใจ และความมั่นใจให้กับตัวเองและคนในครอบครัว หากวันนี้รถที่คุณขับอยู่ยังไม่มีประกันอะไรใดๆ ลองคิดทบทวนใหม่อีกครั้งนะ เพราะซื้อประกันก็เหมือนซื้อความสบายใจ แค่มีประกันรถดีๆ ก็ช่วยให้คุณพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันบนท้องถนนได้เป็นอย่างดี

Sumo รถสไลด์ ช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม.
📞 โทร: 092 996 8888
💬 LINE: @sumo.th
🌐 https://www.sumoroadside.co.th